พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร

พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร

พระสมเด็จวัดระฆังฯ พระเครื่องที่มี มูลค่าการสะสมสูงที่สุดในบรรดาพระเครื่อง ทั้งปวงจนได้รับฉายาว่า จักรพรรดิแห่งพระเครื่อง พระสมเด็จวัดระฆังฯ เป็นพระพิมพ์ศิลปะรัตนโกสินทร์ แต่มีความต่าง จากศิลปะแบบรัตนโกสินทร์โดยทั่วไป กล่าวคือ พระพิมพ์ที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ส่วนใหญ่จะเป็นพระที่มีรายละเอียดมาก ดังเช่นพระพิมพ์กรุวัดสามปลื้ม พระพิมพ์พระบัณฑูร วังหน้าซึ่งส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลพุทธศิลป์อยุธยายุคปลาย ทว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯ กลับปรากฎรายละเอียดไม่มากใช้เส้นสายเพียงไม่กี่เส้น รูปแบบเช่นนี้เทียบได้กับศิลปะแบบอิมเพรสชั่นของตะวันตก ถึงแม้จะใช้เส้นสายเพียงไม่กี่เส้นแต่ก็สามารถสื่อถึงอารมณ์ช่างเชิงศิลป์ที่สามารถถ่ายทอดพุทธลักษณะที่กอปรด้วยความศรัทธาอย่างครบถ้วน

พระสมเด็จวัดระฆังฯ ที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ สร้าง เข้าใจว่าท่านจําลองภาพของพระประธานของวัดระฆังโฆสิตารามซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ มีพุทธลักษณะ งดงาม พระประธานองค์ปัจจุบันนี้ไม่ใช่พระประธานองค์เดิมของวัด ส่วนพระประธานองค์เดิมนั้นเป็นองค์เล็กปั้นด้วยปูนมีศิลาเป็นแกน และชํารุดทรุดโทรมมาก ในสมัยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) ครั้งยังดํารงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมไตรโลกโลกาจารย์ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ได้ให้ช่างปั้นชาวบ้านช่างหล่อหลายคนร่วมกันปั้นปูนพอกพระประธานองค์เก่า ทําให้ดูใหญ่โตขึ้น

ส่วนพระประธานองค์ที่เห็นกันปัจจุบัน ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่านํามาจากไหน มีเพียงคําบอกเล่าจากพระครูเมธังกร (ทอง) ว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) ได้เล่าให้ฟังว่า สมเด็จฯ เมื่อยังดํารงตําแหน่งพระราชาคณะชั้นเทพ ได้เคยไต่ถามพระผู้เฒ่า รูปหนึ่งถึงเรื่องพระประธานในพระอุโบสถ พระผู้เฒ่ารูปนั้น ผู้คนต่างเรียกท่านว่า เสด็จสระ ท่านอยู่บนหอไตรที่ตั้งอยู่ในสระ ความจริงท่านไม่ได้เป็นเจ้าเป็นนายอะไร แต่เป็นเพราะหม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์ (ม.จ. ทัด เสนีวงศ์) อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามองค์ก่อน เรียกท่านว่า หลวงพี่ อีกทั้งเล่ากันว่าท่านมีสติไม่สมประกอบคุ้มดีคุ้มร้าย เมื่อใครจะพูดกับท่านต้องเรียกว่าเสด็จ ถ้าไม่เรียกอย่างนั้นจะไม่ยอมพูดด้วย แต่ท่านเป็นนักเรียนชํานาญภาษาบาลีล้วนๆ และแปลเป็นภาษาไทยไปเลย ไม่ยอมเทศน์ด้วยหนังสือที่แปลแล้ว เมื่อเทศน์ครบ ๓ วัน แล้วก็ยกครั้งหนึ่ง ได้รับพระราชทานผ้าขาวกัณฑ์เทศน์ ๑ ผืน (เทศน์กัณฑ์หลวงนี้มีตามพระอารามหลวงชั้นโท ชั้นเอก เป็นประจําทุกวัน ได้เลิกเสียเมื่อต้นรัชกาลที่ ๗) เมื่อได้ผ้ากัณฑ์เทศน์หรือกัปปิยภัณฑ์ พอที่จะแลกของได้ก็ไปแลกตุ๊กตาหรือรูปสัตว์ที่เขาปั้นขายเอามาเก็บไว้ที่บนหอไตรจนเต็มไปด้วยตุ๊กตา และรูปสัตว์ต่างๆ

พระผู้เฒ่ารูปนี้แหละได้เรียนให้สมเด็จฯ ทราบว่าเมื่อท่านยังเป็นเด็กรู้ความแล้วเห็นเขาขนพระเป็นท่อนๆ ใส่เรือมาขึ้นที่ท่าต้นโศก (ที่ริมเขื่อนหน้าวัดระฆังฯ ใกล้ศาลา ท่านหน้าวัดมีต้นโศกต้นใหญ่ประมาณ ๒ อ้อมเศษ ได้ตายเสียนานแล้ว) แล้วขนเอาไปในพระอุโบสถ ทราบเพียงเท่านี้ สมเด็จฯ จึงทราบว่าพระประธานในพระอุโบสถ วัดระฆังโฆสิตารามเป็นพระหล่อไม่ใช่พระปูนปั้น

พระพุทธรูปพระประธานวัดระฆังฯ องค์นี้มี “ตํานาน” สําคัญที่เล่าขานกันมาอยู่ว่าครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดําเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดระฆังโฆสิตาราม มีพระราชดํารัสว่า

“ไปวัดไหนไม่เหมือนมาวัดระฆังฯ พอเข้าประตูโบสถ์พระประธานยิ้มรับฟ้าทุกที”

กับทั้งยังได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตน ราชวราภรณ์ และมหาปรมาภรณ์ช้างเผือกแด่พระประธาน เป็นเครื่องหมายแห่งความพอพระราชหฤทัย พระพุทธรูปองค์นี้ไม่มีนามเฉพาะ แต่สืบเนื่องจากเรื่องราวดังกล่าวก็ทําให้มีผู้ขนานนามว่า “พระประธานยิ้มรับฟ้า”

สําหรับการสร้างพระสมเด็จของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ นั้น ตามบันทึกของ พระธรรมถาวร (ช่วง สิงหเสนี) พระเถระรูปหนึ่งของวัดระฆังฯ ได้เล่าว่า ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านลบผงบนกระดานตามสูตรมูลกัจจายน์ โดยเขียนไปลบไปจนจบสูตรสนธิ ผงวิเศษที่ลบนั้นมีถึง ๕ ประการ คือ ผงปถมัง ผงอิธะเจ ผงตรีนิสิงเห ผงมหาราช และผงพุทธคุณ เมื่อลบได้ผงปถมังเป็นอันดับแรกแล้วก็นําผงที่ลบได้ทั้งหมดไปปั้นเป็นแท่ง แล้วเขียนผงอิธะเจ ตรีนิสิงเห มหาราชและพุทธคุณตามลําดับ ผงที่ได้จากกรรมวิธีดังกล่าวนี้อานุภาพมาก ผงวิเศษที่ได้นี้ท่านเจ้าประคุณสมเด็จใช้เป็นมวลสารสําคัญในการสร้างพระพิมพ์

ผงวิเศษเหล่านี้ท่านนํามาผสมกับส่วนผสมอย่างอื่น เช่น ข้าวสุก กล้วยน้ำว้า เกสรดอกไม้ ปูนขาว ฯลฯ โดยมี น้ำอ้อย น้ำผึ้ง และน้ำมันตังอิ้วเป็นตัวประสาน นอกจากนี้ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังมีการผสมเยื่อกระดาษ โดยท่าน จะเอากระดาษสามาลงยันต์แล้วนําไปแช่น้ำจนกระดาษ เปื่อยยุ่ยดีแล้ว จึงนํามากรองเพื่อเอาเยื่อกระดาษมาโขลก ผสมผสานบดตําลงไป เมื่อได้ส่วนผสมมวลสารพร้อมแล้ว ก็ได้กดพิมพ์เป็นพระตามแบบโบราณ คือกดพิมพ์ด้วยมือ จากนั้นนํามาตัดขอบด้วยของมีคม ได้เป็นพระพิมพ์สี่เหลี่ยมชิ้นฟัก ส่วนแม่พิมพ์พระสมเด็จนี้ท่านได้มอบหมายให้ หลวงวิจารณ์เจียรนัย ช่างทองหลวง กับนายเทศ ศิษย์ของท่านเป็นผู้ทําขึ้น แม่พิมพ์นั้นแกะด้วยหินสบู่ หินมีดโกน และไม้ดํามะเกลือ นําไปตากแดดให้แห้ง ตามตํารากล่าวว่า พระสมเด็จของวัดระฆังมีด้วยกัน ๕ พิมพ์ทรงคือพิมพ์ใหญ่หรือพิมพ์พระประธาน พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ฐานแซม พิมพ์เกศบัวตูม และพิมพ์ปรกโพธิ์ ทว่าพิมพ์ปรกโพธิ์เป็นพิมพ์ที่มีน้อยมากในวงการจึงยังไม่มีมาตรฐานที่แน่นอน

การสร้างพระพิมพ์ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จนั้น เป็นพระที่สร้างแบบค่อยทํา ค่อยไปตามแต่โอกาสและ เวลาจะอํานวย ไม่ได้ทําในครั้งเดียวกัน เพราะพระ แต่ละพิมพ์ของท่าน เนื้อหามวลสารนั้นมีอ่อนแก่กว่ากัน ละเอียดบ้าง หยาบบ้าง อีกทั้งสีสันวรรณะก็ผิดแผกแตกต่างกันไป สันนิษฐานว่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ เริ่มสร้างพระพิมพ์สมเด็จอย่างจริงจังในราวปลายรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทําการปลุกเสกไปเรื่อยๆ เมื่อท่านออกไปบิณฑบาตท่านก็จะเอาพระสมเด็จติดไปเพื่อมอบให้กับญาติโยมที่ใส่บาตรท่าน ท่านจะแจกให้คนละองค์

พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์พระประธานหรือที่เรียกกันว่าพิมพ์ใหญ่เป็นพิมพ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ทว่าพิมพ์พระประธานหรือพิมพ์ใหญ่เอง ยังมีการแบ่งออกเป็นหลายแบบเพื่อสะดวกในการแยกแยะแม่พิมพ์พระสมเด็จพิมพ์พระประธานนี้ลักษณะโดยรวมมีลักษณะที่ดูแตกต่างกับแม่พิมพ์อื่นเพียงเล็กน้อยเช่น มีเส้นซุ้มครอบแก้วที่ใหญ่หนา และถ้าในองค์ที่กดพิมพ์ติดชัดก็จะมองเห็นเส้นผ้ารองนังที่ติดคมชัดเจนมากกว่า องค์พระดูยิ่งผายกว่า ส่วนเนื้อหามวลสารนั้นไม่ต่างจากพิมพ์อื่นๆ ลักษณะของเนื้อพระ สําหรับพระสมเด็จที่ยังไม่ได้ผ่านการใช้มักจะมีผิวแป้งที่มีสีขาวนวลคลุมอยู่บนผิวอีกชั้น ส่วนลักษณะธรรมชาติอื่นๆ อีก เช่นรอยปูไต่ที่เป็นรอยลันของเนื้อพระ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะความเก่าที่ผ่านกาลเวลามานาน หรือการแห้งตัวของเนื้อพระ จึงเกิดเป็นรอยปูไต่ นอกจากนี้ยังมีจุดที่เห็นกันบ่อยๆ ในหลังพระสมเด็จวัดระฆังฯ คือมักจะมีรอยรูพรุนปลายรูเข็มไม่มากก็น้อย

ด้านพุทธคุณเป็นที่นับถือกันว่าช่วยยังความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ผู้ที่ครอบครอง แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในศีล ในธรรม และยังช่วยป้องกันอันตรายต่างๆ รวมทั้งสิ่งอัปมงคลทั้งหลาย ถือว่ามีคุณวิเศษรอบด้าน เรื่องของอานุภาพ พระสมเด็จนี้มีเล่าไว้อยู่หลายเรื่องด้วยกัน จะยกตัวอย่างมาสักเรื่องหนึ่ง

เมื่อครั้งที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ยังมีชีวิตอยู่ ก็มีเรื่องเล่าว่า มีหญิงผู้หนึ่งชื่อว่านางจัน มีภูมิลําเนาเดิมอยู่เมืองวิเศษชัยชาญ เป็นผู้ที่มีความคุ้นเคยกับท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านเป็นอย่างดี ต่อมานางได้ย้ายมาทํามาหากินอยู่ที่เมืองนนทบุรี แต่พอย้ายมาการค้ากลับไม่เจริญรุ่งเรื่องดังที่คาด ประสบภาวะขาดทุนในที่สุดทุนรอนก็หมด เกิดความขัดสนหลายประการ จึงระลึกถึงเจ้าประคุณสมเด็จ และมากราบนมัสการท่านที่วัดระฆังฯ นางจันได้กล่าวกับท่านว่า “เวลานี้ดิฉันยากจนมากเจ้าค่ะ” เจ้าประคุณสมเด็จเมื่อได้ฟังก็กล่าวกับนางจันว่า “มาถึงที่นี่แล้วไม่จนหรอกจ้ะ แม่จัน” แล้วท่านก็หยิบพระสมเด็จให้ไปองค์หนึ่ง พร้อมทั้งบอกวิธีทําน้ำมนต์อธิษฐานตามความปรารถนา เสร็จแล้วท่านก็สั่งกําชับว่า “ถ้าแม่จันรวยแล้วก็อย่ามาหาฉันอีกนะจ๊ะ” นางจันเกิดความสงสัยจึงถามท่านขึ้นว่าเพราะเหตุใด เจ้าประคุณสมเด็จท่านตอบว่า “ฉันไม่ชอบคนรวยแต่ฉันชอบ คนจน” เมื่อนางจันได้กราบลาสมเด็จท่านกลับไปแล้ว ต่อมาภายหลังปรากฏว่านางจันเกิดทํามาหากินจนร่ํารวยขึ้นมาก ถึงได้มีคนถามว่าเหตุใดจึงไม่ไปหาท่านเจ้าประคุณสมเด็จอีก นางจันจึงตอบไปว่า “เพราะท่านเจ้าประคุณสมเด็จท่านสั่งห้ามไว้ว่า ถ้ารวยแล้วไม่ให้ไปหาท่านอีก ท่านศักดิ์สิทธิ์นักพูดคําไหนต้องเป็นคํานั้นเสมอ…”

เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นเครื่องยืนยันถึงความศักดิ์สิทธิ์ของ พระสมเด็จวัดระฆังฯ ที่ผู้ใดได้ครอบครองแล้วย่อมไม่ตกต่ำ ปัจจุบันนี้พระสมเด็จวัดระฆังฯ เป็นที่แสวงหากันในหมู่นักนิยมสะสมพระเครื่อง แต่ว่าของแท้นั้นหาได้ยากยิ่ง…

Close Menu